ตำนานพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช

ชื่อรายการตำนานพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช

ปีที่ขึ้นทะเบียนพ.ศ. ๒๕๕๓ภูมิภาคภาคตะวันออก ภาคกลาง

สาระสำคัญโดยรวม

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เดิมเรียกว่า วัดพระบรมธาตุ เป็นวัดใหญ่ ตั้งอยู่ภายในเขตกำแพงเมืองโบราณค่อนมาทางทิศใต้ เนื้อที่ ๒๕ ไร่ ๒ งาน มีถนนราชดำเนินตัดผ่านหน้าวัด เข้าใจว่าเดิมคงเป็นถนนโบราณ ประวัติการสร้างวัดไม่มีหลักฐานปรากฎแน่ชัดนอกจากประวัติจากตำนานที่กล่าวถึงการก่อสร้างพระมหาธาตุ ซึ่งเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากคำบอกเล่าภายหลังเหตุการณ์จริงเป็นเวลายาวนานมาก หลักฐานทางเอกสารที่ชัดเจนปรากฏขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวว่าวัดนี้เป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ต่อมาพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ อุปราชปักษ์ใต้ทรงอาราธนาพระสงฆ์จากวัดเพชรจริกมาดูแลรักษาวัด และคราวที่รัชกาลที่ ๖ เสด็จประพาสเมืองนคร ได้โปรดพระราชทานนามวัดว่า วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ประวัติจากตำนานที่เล่าเรื่องการก่อสร้างพระบรมธาตุมีหลายสำนวน สามารถประมวลเนื้อหาได้ว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน เมืองต่าง ๆ ในแว่นแคว้นชมพูทวีปได้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุไปเก็บรักษาเคารพบูชา มีเมืองหนึ่งชื่อเมืองทนธบุรี ได้พระทันตธาตุมาเก็บรักษาไว้ ต่อมามีกษัตริย์จากเมืองอื่นยกทัพมาเพื่อขอแบ่งพระทันตธาตุ กษัตริย์สิงหราชเจ้าเมืองทนธบุรีเห็นว่าจะรักษาเมืองไว้มิได้ จึงให้พระนางเหมชาลาและเจ้าชายทนทกุมารพระธิดาและพระโอรสอัญเชิญพระทันตธาตุลงเรือหนีไปลังกา เผอิญเรือกำปั่นถูกพายุพัด เรือแตก ทั้งสองพระองค์มาขึ้นฝั่ง ณ หาดทรายแก้ว แล้วฝังพระทันตธาตุไว้ เรื่องราวดำเนินต่อไปจนทั้งสองพระองค์ได้กลับไปลังกาโดยมีพระทันตธาตุสวนหนึ่งยังฝังอยู่ที่หาดทรายแก้วต่อมาพระเจ้าศรีธรรมโศกราชได้มาพบพระทันตธาตุและโปรดให้สร้างพระบรมธาตุเจดีย์ ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและสร้างเมือง ณ หาดทรายแก้ว จนสำเร็จเมืองดังกล่าวก็คือ เมืองนครศรีธรรมราช พระบรมธาตุเจดีย์ก็คือ พระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช ซึ่งเชื่อกันว่าเดิมเป็นเจดีย์แบบอิทธิพลศิลปะศรีวิชัย คือเป็นเจดีย์ทรงมณฑป มีหลังคาเป็นสถูปห้ายอดคล้ายพระบรมธาตุเจดีย์ที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๕ ต่อมาพระสถูปแบบศรีวิชัยทรุดโทรมลง จึงได้มีการสร้างเจดีย์องค์ใหญ่ทรงลังกาซึ่งเป็นเจดีย์องค์ปัจจุบันครอบไว้ เชื่อกันว่าในขณะนั้นคือราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ อิทธิพลพุทธศาสนาแบบลังกาในดินแดนนครศรีธรรมราชเข้มแข็งมาก นครศรีธรรมราชจึงได้รับอิทธิพลทั้งศาสนาและศิลปกรรมจากลังกา ศาสตราจารย์หม่อมเจ้า สุภัทรดิศ ดิศกุลทรงวินิจฉัยว่า พระบรมธาตุเจดีย์ปัจจุบันมีลักษณะคล้ายเจดีย์ กิริเวเทระ ในเมืองโบโลนนารุวะ ประเทศศรีลังกา สร้างในสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๘ พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชก็ควรสร้างหลังจากนั้นมาก ส่วนสถาปัตยกรรมอื่น ๆ ภายในวัดพระมหาธาตุฯ ล้วนเป็นของที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาเป็นส่วนใหญ่จะมีสิ่งก่อสร้างในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้นอยู่บ้าง เช่น วิหารทับเกษตร วิหารพระแอด เป็นต้น

ตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช เป็นวรรณกรรมพื้นบ้านที่สำคัญยิ่งของชาวนครศรีธรรมราชและของประชาชนทางภาคใต้ ตำนานเรื่องนี้เป็นที่รับรู้ในหลากหลายชื่อ เช่น ตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ตำนานพระบรมธาตุเมืองนคร ตำนานพระบรมธาตุเมืองนครฉบับกลอนสวด พระนิพพานโสตรหรือ พระนิพพานสูตร เป็นต้น โดยเฉพาะวรรณกรรมเรื่องพระนิพพานโสตร หรือ พระนิพพานสูตร มีความแพร่หลายและมีหลายสำนวน อีกทั้งมีปรากฏอยู่แทบทุกจังหวัดในภาคใต้ นอกจากนั้น ยังมีความสัมพันธ์กับตำนานเมืองนครศรีธรรมราช

ตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชแต่ละสำนวนมีเนื้อหารายละเอียดและความสมบูรณ์แตกต่างกัน แต่มีเค้าโครงเรื่องหลักเหมือนกันคือ เป็นบันทึกประวัติศาสตร์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจากอินเดียและลังกามายังภาคใต้ของประเทศไทย โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่นครศรีธรรมราช และเป็นบันทึกพัฒนาการของเมืองนครศรีธรรมราช โดยมีพระบรมสารีริกธาตุซึ่งฝังอยู่ที่หาดทรายแก้วเป็นศูนย์กลางแห่งความศรัทธา ตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช และกุศโลบายการทำนุบำรุงพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช มีพลังสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่เมืองนครศรีธรรมราช ทั้งด้านอาณาจักรและศาสนจักรตลอดเวลาอันยาวนานหลายศตวรรษจวบจนถึงปัจจุบัน

ตำนานพระเจ้าเลียบโลก

ตำนานพระเจ้าเลียบโลก

ชื่อรายการตำนานพระเจ้าเลียบโลก

ปีที่ขึ้นทะเบียนพ.ศ. ๒๕๕๓ภูมิภาคภาคตะวันออก ภาคกลาง

สาระสำคัญโดยรวม

ตำนานพระเจ้าเลียบโลก เป็นวรรณกรรมพุทธศาสนาที่มีปรากฏในวัฒนธรรมพื้นบ้านของไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางท้องถิ่นเรียกว่า พุทธตำนานหรือ พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก เป็นเรื่องบันทึกการเดินทางของพระพุทธเจ้ามายังดินแดนสิบสองปันนา ล้านนา ล้านช้างและอีสานของไทย เนื้อหาของตำนานเป็นการอธิบายภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของชุมชนและชาติพันธุ์ต่างๆ ผ่านการอธิบายการเสด็จเดินทางไปเทศนาสั่งสอนโปรดเวไนยสัตว์ พร้อมกับการประทานพระเกศาธาตุและประทับพระบาท อันเป็นที่มาของการสร้างพระธาตุและพระพุทธบาทในดินแดนต่างๆ ดังกล่าว

ตำนานพระเจ้าเลียบโลก จึงมีคุณค่าในแง่ที่เป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และประวัติศาสตร์การรับพุทธศาสนาของผู้คนในดินแดนอุษาคเนย์ โดยเฉพาะในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ โดยการเล่าผ่านบันทึกเรื่องราวต่างๆ จากการเดินทางของพระพุทธเจ้าทำให้ดินแดนแถบนี้กลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เนื้อหาในตำนานพระเจ้าเลียบโลก ยังเป็นการอธิบายที่มาของภูมินาม ชื่อบ้านนามเมืองและเรื่องราวการดำรงชีวิตของผู้คน กลุ่มชาติพันธุ์ในแต่ละท้องถิ่น ทำให้เกิดแรงยึดโยงในระบบความสัมพันธ์ของผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ ภายใต้อุดมการณ์ ความเชื่อ และความศรัทธาร่วมกันในพุทธศาสนา โดยเฉพาะเรื่องการบูชาพระธาตุและรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า ความสำคัญอีกประการหนึ่งของตำนานพระเจ้าเลียบโลก ยังเห็นได้จากอิทธิพลในการเป็นต้นแบบ และการสร้างขนบในการรังสรรค์วรรณกรรมพุทธศาสนา ประเภทตำนานพระธาตุและตำนานพระบาทเรื่องอื่นๆ ในท้องถิ่นต่างๆ ในภาคเหนือและภาคอีสานของไทยอีกด้วย

วรรณกรรมเรื่อง สวนปริศนา ( THE SECRET GARDEN )

โดย อรพินท์ คำสอน

กระแสความนิยมของคนอ่านหนังสือในปัจจุบันนั้นนิยมการอ่านหนังสือแปลเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรณกรรมเยาวชน เนื่องจากวรรณกรรมเยาวชนที่แปลมาจากภาษาต่างประเทศมีเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะวรรณกรรมเยาวชนที่เขียนโดยนักเขียนชาวไทยยังมีน้อยมาก จึงทำให้ผู้อ่านที่ต้องการอ่านวรรณกรรมเยาวชนต้องอ่านงานประเภทนี้จากวรรณกรรมแปลเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งยังมีวรรณกรรมแปลสำหรับเยาวชนหลายเรื่องที่ได้รับความนิยมจากนักอ่านชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ต้นส้มแสนรัก ปิน็อกกิโอ เจ้าชายน้อย หรือ โต๊ะโตะจัง เป็นต้น ทั้งนี้แสดงให้เห็นความจริงที่ว่า เรื่องราวและประสบการณ์ต่างๆของคนสามารถถ่ายทอดและเชื่อมโยงกันได้ แม้ว่าคนเหล่านั้นจะอยู่ต่างชาติ ต่างภาษา ต่างสังคม หรือต่างวัฒนธรรม ซึ่งบางครั้งการรับรู้ของคนอ่านอาจจะมากกว่าการรับรู้เรื่องราว เพราะอาจขยายเลยไปถึงการมีความรู้สึกซาบซึ้ง สะเทือนใจ และเข้าถึงวรรณกรรมเรื่องนั้นๆได้ไม่ต่างจากผู้อ่านที่อ่านงานวรรณกรรมจากภาษาต้นฉบับเลยก็ได้ สำหรับเรื่อง สวนปริศนา นี้ แปลมาจากเรื่อง THE SECRET GARDEN ของ ฟรานเซล ฮอด์จัน เบอร์เนทท์ (Frances Hodgson Burnett) แปลโดย แก้วคำทิพย์ ไชย ก็นับว่าเป็นวรรณกรรมเยาวชนอีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากนักอ่านชาวไทยอย่างมาก ทั้งนี้เพราะวรรณกรรมฉบับแปลฉบับนี้ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2521 เป็นต้นมา นอกจากนี้วรรณกรรมเรื่องนี้ยังมีผู้แปลอีกคนหนึ่ง คือ เนื่องน้อย ศรัทธา ซึ่งแปลโดยให้ชื่อเรื่องว่า ในสวนศรี และแปลวรรณกรรมเรื่องนี้ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2454 และได้รับความนิยมจากผู้อ่านจนต้องพิมพ์ซ้ำอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

สวนปริศนา เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับ แมรี่ เลนนอน เด็กหญิงวัย 10 ปี ที่ต้องย้ายมาอยู่กับลอร์ด เครเวน ผู้เป็นลุง ที่คฤหาสน์มิสเซลท์เวท ประเทศอังกฤษ หลังจากที่พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตเนื่องจากโรคระบาดในประเทศอินเดีย การเดินทางมาอยู่ที่คฤหาสน์มิสเซลท์เวทของแมรี่ในครั้งนี้นำมาซึ่งเรื่องราวและความเปลี่ยนแปลงต่างๆมากมายในคฤหาสน์มิสเซลท์เวท

“ สวนปริศนา ” นับเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดที่ผู้เขียนต้องการจะเสนอและสื่อต่อผู้อ่าน ทั้งนี้เพราะสวนปริศนามีความสำคัญในการดำเนินเรื่อง เนื่องจากเรื่องราวส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในเรื่องถ้าไม่เกิดขึ้นในสวนก็จะมีส่วนที่เกี่ยวพันกับสวนอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งสวนยังมีความสำคัญและมีความสัมพันธ์อย่างมากต่อตัวละครสำคัญของเรื่อง ซึ่งความสัมพันธ์และความสำคัญที่เกิดขึ้นกับตัวละครแต่ละตัวในเรื่องนั้นก็จะมีระดับที่แตกต่างกันออกไป นับตั้งแต่แมรี่ซึ่งเป็นตัวดำเนินเรื่องเธอเป็นผู้ค้นพบและเปิดเผยความลับของสวนแห่งนี้ ด้วยเหตุนี้ สวนจึงเป็นความลับที่ยิ่งใหญ่สำหรับเธอและเป็นเสมือนสมบัติส่วนตัวชิ้นล้ำค่า ซึ่งเธอจะบอกความลับนี้กับผู้ที่เธอไว้ใจเท่านั้น ( เธอบอกความลับนี้กับดิกคอนเพื่อนของเธอและโคลินญาติของเธอ ) นอกจากนี้ สวนยังส่งผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาสุขภาพร่างกายของเธอ จากเด็กอ่อนแอขี้โรคกลายเป็นเด็กแข็งแรง สมบูรณ์ ในส่วนของสุขภาพจิตนั้น อีกทั้งสวนยังช่วยเปลี่ยนแปลงเธอจากเด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง ขี้โมโห ให้กลายเป็นเด็กหญิงผู้ร่าเริง แจ่มใสและเห็นใจผู้อื่น

แต่ความสำคัญของสวนต่อลอร์ดเครเวน แตกต่างออกไป สำหรับเขาแล้วสวนเป็นตัวแทนความรักและความสุขระหว่างเขาและภรรยา แต่เมื่อภรรยาของเขาประสบอุบัติเหตุตายในสวน สวนจึงกลายเป็นตัวแทนความเศร้าของเขาและยังเป็นเสมือนสถานที่ต้องห้ามสำหรับเขา จนทำให้เขาสั่งปิดสวน และไม่เหยียบย่างเข้าไปในสวนอีกเลย

และสำหรับโคลินนั้น สวนกลับมีความหมายและความสำคัญต่อเขามากกว่าตัวละครอื่นๆในเรื่อง เพราะสวนแห่งนี้เป็นเหมือนตัวเขาและโลกภายในจิตใจของเขา ความรกร้างของสวนในตอนแรกเปรียบเสมือนตัวเขาที่ถูกทอดทิ้งและไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพ่อนับตั้งแต่แม่ตาย ( เพราะหน้าเขาเหมือนแม่มาก เขาจึงเป็นตัวแทนของแม่อีกสิ่งหนึ่งนอกจากสวน ที่พ่อทนเห็นไม่ได้ ) แต่เมื่อแมรี่พบเขาและสวน เธอและดิกคอนก็ดูแลเขาและสวนเป็นอย่างดีจนเขามีความรู้สึกว่าเขาไม่ถูกทอดทิ้งอีกต่อไป อีกทั้งสวนยังเป็นสถานที่ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของเขา เพราะเมื่อเขาได้ออกไปสัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงามในสวนสุขภาพและร่างกายเขาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่เขาต้องนั่งรถเข็นเดินเองไม่ได้จนเขาสามารถวิ่งแข่งและชนะแมรี่ได้

นอกจากนี้ผู้แต่งเน้นให้ผู้อ่านเห็นถึงความสำคัญของธรรมชาติ โดยชี้ให้เห็นว่าธรรมชาติมีอานุภาพและมีความสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากจะช่วยรักษาเยียวยาแผลในจิตใจแล้ว ยังกระตุ้นให้เด็กมีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย ธรรมชาติมิได้ส่งผลต่อเด็กเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นให้ลอร์ดเครเวนตระหนักรู้และพร้อมที่จะตื่นขึ้นหลังจากที่จมอยู่กับความหลังอยู่นานถึง 10 ปี นอกจากธรรมชาติแล้วความช่วยเหลือและความกล้าหาญของเด็กๆก็เป็นเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่ช่วยฉุดให้เขาหลุดพ้นจากโลกแห่งความเศร้าที่เขาจมอยู่มานานนับ 10 ปี เพื่อให้เขาพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปและใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต มิใช่มาจมอยู่กับอดีตที่เศร้าโศก ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เขียนได้กล่าวถึงพลังวิเศษหรือมาจิดโดยตลอด ซึ่งผู้วิจารณ์เห็นว่าพลังวิเศษที่ผู้เขียนกล่าวถึงนี้สามารถเทียบได้กับพลังของธรรมชาติและพลังชีวิตที่เด็กๆได้เรียนรู้และตระหนักถึงด้วยตนเองมาโดยตลอดเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ดิกคอนบอกกับแมรี่ว่าธรรมชาติในสวนจะช่วยรักษาโคลินให้หายป่วย “ มันดีสำหรับเขา ผมเชื่ออย่างนั้น ” เขาว่า “ เราไม่เคยคิดเลยว่า เขาไม่ควรเกิดมา เราเป็นเพียงเด็กที่เฝ้าดูความเจริญเติบโตของสวนนี้ และเขาก็จะเข้ามาร่วมด้วย เด็กผู้ชายสองคนกับเด็กหญิงคนหนึ่ง นั่งมองความเป็นไปในฤดูใบไม้ผลิ ผมรับรองว่าดีกว่ายาของหมออีกนะ ” ( หน้า 167) หรือความรู้สึกของโคลินที่ว่าเขารู้สึกว่าเขาจะหายป่วย นับตั้งแต่เขาได้สัมผัสกับธรรมชาติเป็นครั้งแรก “… พวกเขาพาโคลินไปรอบสวนเหมือนอย่างที่ดิกคอนพาแมรี่เดินไปรอบๆ สวน และทุกกำแพง พื้นดิน ต้นไม้ ช่อดอกไม้ที่แผ่กิ่งก้าน … แล้วพระอาทิตย์ก็สาดส่องลงมาบนใบหน้าของเขาราวกับมือที่ลูบไล้อย่างอ่อนนุ่ม … เขาดูแปลกไป และแตกต่างจากเดิม เพราะหน้าของเขาสีชมพูสดใส ปรากฏทั่วใบหน้าของเขาที่ครั้งหนึ่ง ใบหน้า คอ มือ และทั้งหมดซีดเป็นสีงาช้าง “ ฉันต้องหายแน่ ! ฉันต้องหายแน่ !” เขาร้อง ” ( หน้า 213 –214)

ความน่าสนใจของวรรณกรรมเรื่องนี้นอกจากจะอยู่ที่ความเรียบง่ายของภาษาแล้ว ผู้แต่งยังมีความสามารถในการบรรยายบรรยากาศต่างๆ เช่น ฉากของสวนปริศนา ซึ่งทำให้ ผู้อ่านรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของสวนจากสวนที่รกร้างในตอนแรกที่ว่า “… ตอนนี้ไม่มีใบไม้หรือดอกกุหลาบบนต้น และแมรี่ไม่รู้ว่ามันตายหรือยังไม่ตายกันแน่ แต่กิ่งก้านสีน้ำตาลหรือสีเทาผอมของมันและช่อของมันดูคล้ายกับผ้าคลุมบางที่แผ่คลุมทุกๆ สิ่ง กำแพง ต้นไม้ และหญ้าสีน้ำตาล ระลงมาเนื่องจากมีใบมากและหนาแน่น … แมรี่คิดว่ามันแตกต่างจากสวนอื่นที่ไม่ถูกทิ้งไว้นานขนาดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันแตกต่างจากสวนอื่นที่เธอเคยเห็นมาในชีวิตของเธอ ” ( หน้า 84 –85) ที่แตกต่างไปจากสวนที่ได้รับการดูแลอย่างดีจากเด็ก ๆ อย่างมาก ผู้แต่งบรรยายภาพสวนในตอนสุดท้ายไว้ว่า “ ทั้งสวนเต็มไปด้วยดอกไม้สีทอง ม่วง น้ำเงิน และแดงสดใส ในฤดูใบไม้ร่วงและทุกๆด้านเป็นดอกลิลี่ชูช่ออยู่ด้วยกัน … ดอกกุหลาบเลื้อยปีนป่ายและห้อยย้อยเป็นพวงและแสงแดดก็ทำให้สีของต้นไม้เข้มขึ้น เน้นให้เห็นเป็นสีเหลือง

นอกจากความสามารถในการเขียนและการบรรยายแล้ว วรรณกรรมเรื่องนี้ยังมีความน่าสนใจและกระตุ้นให้ผู้อ่านติดตามเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ เนื่องจากผู้แต่งได้สร้างปริศนา ความลับและความลึกลับขึ้นมาตลอดทั้งเรื่อง และในขณะที่อ่านผู้อ่านจะรู้สึกว่าตนเป็นเสมือนผู้ร่วมรับรู้ความลับและกำความลับต่างๆร่วมไปกับเด็กๆด้วย ไม่ว่าจะเป็น การรับรู้และร่วมไขปัญหาไปพร้อมกับแมรี่เกี่ยวกับสวนปริศนา รวมไปถึงการค้นหาที่มาของเสียงร้องไห้ลึกลับ หรือการเอาใจช่วยแมรี่ โคลินและดิกคอนในการปกปิดความลับเรื่องสวนของพวกเขา อารมณ์ร่วมต่างๆที่เกิดขึ้นกับผู้อ่านนี้นับเป็นเสน่ห์ที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้วรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับความนิยมจากผู้อ่านมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

เสน่ห์ของวรรณกรรมเรื่องนี้มิได้อยู่ที่ความเรียบง่ายของภาษาและการดำเนินเรื่องที่ตื่นเต้นและเร้นลับที่ชวนให้เด็กติดตามอ่านอย่างไม่เบื่อเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันผู้เขียนยังได้แฝงแนวคิดที่ลึกซึ้งบางประการไว้โดยตลอดเรื่อง ซึ่งทำให้ผู้อ่านที่เป็นผู้ใหญ่ได้ตระหนักถึงความจริงบางอย่างที่อาจจะถูกละเลยไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของธรรมชาติของเด็กที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่ และความรักความเข้าใจจากพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งการขาดการดูแลหรือการถูกละเลยในเรื่องนี้ของพวกเขาอาจส่งผลถึงพัฒนาการหรือการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจของเขาด้วย เพราะผู้แต่งพยายามที่จะชี้ให้ผู้อ่านเห็นและเข้าใจถึงสภาพทางร่างกายและจิตใจและความน่าสงสารของเด็กที่ถูกพ่อแม่ละเลยและทอดทิ้งว่าเป็นเช่นไร โดยให้แมรี่และโคลินเป็นตัวแทนของเด็กเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตอนที่โคลินเล่าให้แมรี่ฟังถึงความคิดและความฝังใจของเขาว่าเขาจะพิการและตายว่า “ เพราะว่าฉันเป็นอย่างนี้ตลอด ป่วยและนอนอยู่บนเตียง พ่อของฉันไม่ยอมให้ใครมาพูดกับฉัน คนรับใช้ไม่ได้รับอนุญาตให้คุยกับฉัน ถ้าฉันมีชีวิตต่อไปฉันอาจจะหลังค่อม แต่ฉันคงมีชีวิตไม่ยาวนักหรอก พ่อของฉันไม่อยากคิด เมื่อฉันโตขึ้นฉันอาจเหมือนท่าน ” ( หน้า 132) ขณะเดียวกันผู้แต่งก็ได้สร้างตัวละครอีกตัวหนึ่ง คือ ดิกคอน ซึ่งได้รับการดูแลเอาใจใส่ และเข้าใจอย่างดีจากแม่ จนเขากลายเป็นเด็กร่าเริง แจ่มใส มีความสุขและสุขภาพดี และตลอดเวลาที่ผู้แต่งกล่าวถึงดิกคอนนั้น ผู้แต่งจะแสดงให้เห็นว่าเขาจะมีความสุขและสนุกสนานอยู่ท่ามกลางฝูงสัตว์ของเขาอยู่เสมอ เช่นตอนที่แมรี่พบดิกคอนเป็นครั้งแรก “… เด็กผู้ชายคนหนึ่งนั่งนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ เป่าปี่ที่ทำด้วยไม้หยาบๆ เขาเป็นเด็กชายท่าทางสนุกสนานอายุราว 12 ขวบ เขาดูสะอาดมาก … แล้วบนต้นไม้ที่เขาพิงอยู่นั้นมีกระรอกสีน้ำตาลเกาะอยู่ … มีไก่ฟ้าตัวผู้ยืดคอแอบมองเขาอยู่และใกล้ๆตัวเขามีกระต่ายสองตัวนั่งอยู่ … ทุกสิ่งที่ปรากฏราวกับสัตว์ต่างๆ กำลังก้าวเข้ามามองเขา …” ( หน้า 102) การสร้างตัวละครที่ต่างกันมากเช่นนี้ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพเปรียบเทียบอย่างชัดเจนระหว่างเด็กสองกลุ่มนี้ นับเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้อ่านให้ฉุกคิดและหันกลับไปมองชีวิตของตนว่า ตนได้ละเลยและทอดทิ้งลูกหลานของตนดังเช่นที่แมรี่หรือโคลินเป็นหรือไม่

 

ด้วยเหตุนี้วรรณกรรมเรื่องนี้จึงไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในการรับรู้เฉพาะกับตัวละครเท่านั้น แต่การรับรู้นั้นได้แผ่ขยายมาสู่ผู้อ่านที่อ่านวรรณกรรมเรื่องนี้อย่างตั้งใจ เข้าใจและให้ความสำคัญด้วย โดยเฉพาะในเรื่องความเปราะบางของจิตใจเด็กต้องการมือที่อ่อนนุ่มและอบอุ่นของผู้ใหญ่ที่เขารักประคับประคองอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ ผู้ใหญ่ควรให้ความสนใจและใส่ใจต่อเด็กของตนมากขึ้น เพื่อช่วยสร้างสวนที่งดงามในจิตใจของพวกเขา แทนที่จะปล่อยให้สวนในจิตใจของเขาเป็นสวนที่รกร้างปราศจากการดูแลเอาใจใส่ เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับโคลินและแมรี่มาแล้ว

วรรณกรรมเด็ก

วรรณกรรมเด็ก

วรรณกรรมเด็ก คืองานเขียนที่โครงเรื่องเรียบง่ายไม่ซับซ้อน มีตัวละครเป็นเด็ก มีความคิดและทัศนะคติแบบเด็ก อาจหมายรวมถึงนิทานภาพสำหรับเด็กของเด็กวัยเตาะแตะจนกระทั่งวรรณกรรมเยาวชนสำหรับผู้อ่านในเด็กที่โตแล้วจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น อย่างไรก็ดีถึงแม้จะเป็นวรรณกรรมที่เขียนให้เด็กอ่าน แต่วรรณกรรมสำหรับเด็กบางเล่มหรือบางประเภทก็สามารถนำมาวิเคราะห์ ตีความ วิจารณ์ในแง่คุณค่าได้ นอกจากนี้วรรณกรรมสำหรับเด็กยังครอบคลุมถึง สื่อ ของเล่น และการแสดงต่าง ๆ ที่ทำขึ้นสำหรับเด็กด้วย ปัจจุบันหลายประเทศได้มีการเปิดสอนหลักสูตรวรรณกรรมสำหรับเด็ก ในระดับต่าง ๆ เช่น ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ส่วนในประเทศไทยมีการเปิดสอนระดับปริญญาตรีที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒแห่งเดียวเท่านั้น วรรณกรรมเด็กส่วนมากเป็นงานที่เขียนโดยเด็กๆ เช่น The Young Visiters ของ เดซี แอชฟอร์ด (อายุ 9 ปี) หรือ นิทานเด็กของเจน ออสเตน หรือ ลิวอิส แครอล ซึ่งเขียนให้พี่ๆ น้องๆ อ่านเล่น หนังสือที่เขียนเพื่อเด็ก เป็นคำนิยามแบบธรรมดาสามัญที่สุด วรรณกรรมเด็กก็คือหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อเด็กนั่นเอง แนนซี แอนเดอร์สัน รองศาสตราจารย์ที่วิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยเซาธ์ฟลอริดา นิยามไว้ว่า วรรณกรรมเด็กคือหนังสือที่เขียนเพื่อเด็ก “ไม่รวมถึงงานเขียนจำพวกการ์ตูน หนังสือตลก และงานที่ไม่ใช่นิยาย ซึ่งไม่ได้สร้างขึ้นให้อ่านแบบเรียงตามลำดับ เช่นพจนานุกรม สารานุกรม หรืองานอ้างอิงชนิดอื่น” วรรณกรรมเด็กบางเล่มอาจเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใหญ่ด้วยก็ได้ นวนิยายชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ของ เจ. เค. โรว์ลิ่ง แต่เดิมก็เขียนขึ้นเพื่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็ก แต่เป็นที่นิยมทั้งในหมู่เด็กและผู้ใหญ่ จน นิวยอร์กไทมส์ต้องจัดกลุ่มหนังสือขายดีใหม่

รางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยม หรือ รางวัลซีไรต์

ความเป็นมา

รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (รางวัลซีไรต์) ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2522 โดยความคิดริเริ่มจากบุคคลกลุ่มหนึ่งที่มีความใกล้ชิดกับฝ่ายบริหารโรงแรมโอเรียนเต็ลในขณะนั้น โดยได้รับความสนับสนุนอย่างมากจากพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเปรม บุรฉัตร เชื้อพระวงศ์ผู้ทรงความรอบรู้สามารถ และเป็นที่เคารพในแวดวงอักษรศาสตร์ และจากอีกหลายองค์กร เป็นต้นว่า กลุ่มอิตัลไทย บริษัท การบินไทย จำกัด ใน พ.ศ. 2527 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้เข้าร่วมให้การสนับสนุน

“รางวัลซีไรต์” มีความมุ่งหมายเพื่อส่งเสริม สนับสนุน และเชิดชู นักเขียนในกลุ่มประเทศอาเซียน จาก 5 ประเทศแรกเริ่ม ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ต่อมาอีก 5 ประเทศได้ทยอยเข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนเพิ่มเติม ได้แก่ บรูไน เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา “รางวัลซีไรต์” จึงได้มอบรางวัลให้แก่ทุกประเทศสมาชิกนับตั้งแต่ พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ภายในประเทศพม่าได้งดส่งผู้เข้ารับรางวัลมานับแต่ พ.ศ. 2544

“รางวัลซีไรต์” จัดเป็นรางวัลเดียวในโลกที่มอบรางวัลทางวรรณกรรมให้แก่นักเขียนจากหลากหลายประเทศภายในภูมิภาคเป็นรางวัลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและยกย่องในแวดวงวรรณกรรมทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นรางวัลที่สร้างชื่อเสียงและเกียรติภูมิที่สง่างามให้แก่ประเทศไทยในฐานะประเทศเจ้าภาพผู้ก่อตั้งรางวัลนี้ด้วย

ประธานคณะกรรมการดำเนินงานคัดเลือกและตัดสินรางวัลซีไรต์ในภาคประเทศไทยพระองค์แรก คือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเปรม บุรฉัตร ทรงได้รับความร่วมมือด้วยดียิ่งจาก “สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย” และ “สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย” เป็นผลให้มาตรฐานการคัดเลือกผลงานที่ได้รับรางวัลทุกปีนับแต่แรกก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน อยู่ในระดับดีเยี่ยม ดังเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาคมวรรณกรรมไทยมาโดยตลอด

พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่โปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชทานรางวัลเมื่อ พ.ศ. 2522 ปีแรกแห่งการก่อตั้ง และต่อมา ได้ทรงโปรดให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ หรือสมเด็จพระเทพรัตน์

ราชสุดาฯ เสด็จพระราชทานรางวัลทุกปีนั้น ได้ส่งเสริมให้ “รางวัลซีไรต์” เป็นรางวัลที่ทรงเกียรติและสูงค่า และงานพระราชทานรางวัลเป็นงานราตรีสโมสรทางวรรณกรรมประจำปีที่โดดเด่นที่สุดในประเทศไทยด้วยด้วยเกียรติภูมิที่ “รางวัลซีไรต์” ได้สั่งสมและสืบทอดอย่างงดงามมานานกว่า 30 ปี “รางวัลซีไรต์” ในปัจจุบันจึงเป็นรางวัลทางวรรณกรรมประจำปีที่ประชาคมวรรณกรรมไทยและภูมิภาคอาเซียนเฝ้าคอยอย่างจดจ่อสื่อมวลชนให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง นักอ่านชื่นชม อีกทั้งยังนำพาให้เกิดนักเขียนคุณภาพรุ่นใหม่ขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

ตำนานพระเจ้าห้าพระองค์

เนื้อเรื่องย่อ

ตำนานพระเจ้าห้าพระองค์ เป็นตำนานพื้นบ้านที่แพร่หลายอยู่ในทุกภูมิภาคของไทย บ้างก็เรียกกันว่าตำนานพญากาเผือก ในบางท้องถิ่นอาจมีชื่อเรื่องที่แตกต่างกันออกไป ในภาคเหนือบางถิ่นเรียกว่า อานิสงส์ผางประทีป แม่กาเผือก พระเจ้าห้าตน ตำนานเวียงกาหล ตำนานดอยสิงคุตตระ เป็นต้น ภาคอีสานบางถิ่น เรียกว่ากาเผือก ตำนานพระธาตุเชิงชุม ภาคกลางบางถิ่นเรียกว่า กาขาว ต้นเหตุลอยกระทง ปัญจพุทธพยากรณ์ เป็นต้น และในภาคใต้บางถิ่น เรียกว่า พระเจ้าสามเณร

สาระสำคัญของตำนานพระเจ้าห้าพระองค์ คือการเล่าเรื่องประวัติของพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ ในภัทรกัปป์หรือกัปป์ปัจจุบัน แบ่งเป็น พระอดีตพุทธเจ้า ๓ พระองค์ คือพระกุกกุสันธะ พระโกนาคม และพระกัสสปะ พระปัจจุบันพุทธเจ้า ๑ พระองค์ คือ พระโคตมะ และพระอนาคตพุทธเจ้า ๑ พระองค์ คือ พระศรีอาริยเมตไตรย

ตำนานพระเจ้าห้าพระองค์พรรณนาประวัติของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ตั้งแต่ก่อนเป็นพระพุทธเจ้าจนถึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าและปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์นี้ ก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เคยเกิดมาเป็นพี่น้องกันในพระชาติหนึ่ง โดยมาเกิดเป็นลูกแม่กาเผือกซึ่งได้ออกและฟักไข่ ๕ ฟอง ไว้ที่ต้นไม้ใหญ่ ภายหลังเกิดพายุใหญ่ พัดรังกากระจัดกระจายไป ไข่กาทั้ง ๕ ฟองตกลงมา จากต้นไม้นั้น และถูกพายุพัดไหลไปตามนํ้า แม่กาเผือกเห็นดังนั้นเข้าใจว่าลูกตาย จึงตรอมใจตาย และไปเกิดเป็นท้าวพกาพรหม ส่วนไข่ทั้ง ๕ ฟองนั้น ก็มีแม่สัตว์ต่างๆ เก็บได้และนำไปเลี้ยงเป็นบุตร แม่สัตว์เหล่านั้น ได้แก่ แม่ไก่ แม่นาค แม่เต่า แม่โค และแม่สิงห์ เมื่อครบกำหนด ไข่ก็แตกออกมาเป็นมนุษย์เพศชาย ๕ คน ต่อมาเมื่อทารกทั้ง ๕ เจริญวัยขึ้น ก็ออกบวชเป็นฤๅษีอยู่ในป่า ครั้งนั้น ร้อนไปถึงพระอินทร์ จึงทรงให้พระวิษณุกรรมตำนานพระเจ้าห้าพระองค์นิมิตอาศรมแก่ฤาษีทั้ง ๕ ตนนั้น วันหนึ่งพระฤๅษีทั้ง ๕ ตนเดินทางมาพบกันโดยบังเอิญ จึงได้ทราบว่าเป็นพี่น้องกัน เมื่อทราบเรื่องแล้วต่างก็พากันรำลึกถึงพระคุณแม่กาเผือก และประสงค์จะพบแม่กาเผือก ครั้งนั้นท้าวพกาพรหมจึงลงมาบอกว่าให้เอาฝ้ายไปทำเป็นตีนกา ใส่ในผางหยอดนํ้ามัน แล้วจุดไฟบูชา กุศลนั้นจึงจะไปถึงแม่ และเป็นการแทนพระคุณแม่กาเผือกได้ด้วย

ตำนานพระเจ้าห้าพระองค์ นับเป็นตำนานพุทธศาสนาของไทยที่สร้างสรรค์ขึ้นในวัฒนธรรมไทย เป็นภูมิปัญญาในการเชื่อมความสัมพันธ์ในฐานะพี่น้องระหว่างพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ นอกจากนี้ ยังมีบทบาทอยู่ในสังคมมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง อาทิ การเป็นต้นกำเนิดประเพณีต่างๆ เช่น ประเพณีไหลเรือไฟ ประเพณียี่เป็ง ประเพณีไต้ประทีปประเพณีทานตุง อีกทั้งยังมีบทบาทในทางการเมือง หรือการนำไปใช้อ้างอิงในกฎหมายตราสามดวง และมีบทบาทเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระศรีอาริย์อีกด้วย

 

แพนโดร่ากล่องแห่งความลับ

(ต่อ)

เมื่อทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว มนุษย์เพศหญิงคนแรกปรากฏแล้ว เทพซีอุสทรงพอพระทัย และมอบกล่องใบหนึ่งมอบแก่แพนโดร่า และย้ำว่า ห้ามเปิดกล่องใบนี้เป็นอันขาด และเทพเฮอร์เมสก็นำ แพนโดร่ามายังโลก และมอบนางให้เป็นชายาเทพเอพิเมทิอัส โดยว่าเป็นของขวัญของเทพซีอุส เทพเอพิเมทิอัสทรงรับไว้ด้วยดี ทั้งๆที่พระองค์เคยถูกเทพโพรเมทิอัสเตือนว่าห้ามรับของจากเ้ทพเจ้าเป็นอันขาด ซึ่งเทพเอพิเมทิอัสก็ทรงลืมเพราะหลงในเสน่ห์และความงามของแพนโดร่า ซึ่งทั้งสองก็ครองรักกันจนมีบุตรมากมายเป็นมนุษย์รุ่นต่อๆมาทั้งชายและหญิง และขยายลูกหลานมนุษย์ไปเรื่อยๆ

ในที่สุดวันที่ทวยเทพรอคอยก็มาถึง เมื่อความอยากรู้อยากเห็นในตัวแพนโดร่าเริ่มกำเริ่มรุนแรงขึ้น นางสงสัยในกล่องที่มาพร้อมกับนาง นางจึงปิดมันออกด้วยความสงสัย นางฝ่าฝืนคำสั่งแห่งเทพซีอุส นางเตะฝากล่องและปิดมันออกมา นางคิดว่าอาจจะเป็นของที่มีค่าจากสวรรค์ แต่ที่แท้กลับเป็นความหายนะและความวิบัติที่เทพเจ้าประทานมาในกล่อง ความเกลียดชัง ความโกรธ ความอาฆาตแค้น ความโลภ ความหลง โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และความตาย มันพุ่งกระจายไปทั่วและเข้าไปยังมนุษย์ทุกคน จนมนุษย์กลายเป็นคนเลว ที่ทั้งมีความโกรธ เกลียด แค้น อาฆาต และมีโรคภัยไข้เจ็บและจบด้วยความตาย แต่แพนโดร่ายังดีที่ปิดกล่องนั้นทัน ซึ่งเขาว่าภายในกล่องนั้นยังมีบางสิ่งที่มนุษย์ยังคงหลงเหลืออยู่ ซึ่งในกล่องนั้นมีความสิ้นหวังที่ยังไม่ได้ออกมา มนุษย์เราจึงยังคงดำรงอยู่ได้เพราะความหวังที่จะดำรงชีพไปในทุกๆวันนี้

 

แพนโดร่า กล่องแห่งความลับ

แพนโดร่า เธอมาพร้อมกับความอยากรู้อยากเห็น

ครั้งที่แล้วได้กล่าวถึงการกำเนิดมนุษย์ว่ามนุษย์นั้นชาวกรีก เชื่อว่ามนุษย์ถูกสร้างโดยเทพเจ้านามว่า “โพรเมทิอัส” ซึ่งมนุษย์ในยุคแรกๆนั้น เป็นเพศชาย ซึ่งต่อมาเป็นผลงานที่ทวยเทพพอพระทัย เทพซีอุสได้ให้เทพโพรเมทิอัสสอนให้มนุษย์ทำการเคารพในเทพเจ้าและทำเครื่องสักการะบูชา เทพโพรเมทิอัสคิดว่าหากมนุษย์ทำการบูชาสังเวยด้วยเนื้อสัตว์ที่บริโภคได้ ถวายแด่เทพเจ้าจนหมดแล้วจะไม่มีอะไรให้มนุษย์กิน เทพโำพรเมทิอัสจึงสอนเล่ห์โกงแก่มนุษย์ โดยแบ่งวัวเป็นสองกอง กองหนึ่งเป็นโครงกระดูกและเอาไขมันปิดไว้ ส่วนกองที่สองเป็นเนื้อล้วนๆแต่เอาเครื่องในปิดไว้ เทพซีอุสหลงเทพเลือกกองที่มีโครงกระดูกเพราะคิดว่าภายใต้กองไขมันจะเป็นเนื้อวัว แต่ปรากฏว่าเป็นโครงกระดูก ซึ่งเทพซีอุสไม่พอพระทัยและพิโรธเทพโพรเมทิอัสเป็นอันมาก ไหนจะเรื่องที่ขโมยไฟสวรรค์มาอีก พระองค์จึงจับเทพโพรเมทิอัสตรึงๆไว้กับเทือกเขาคอเคซัค และลงโทษให้เหยี่ยวบินมาจิบกินตับของเทพโพรเมทิอัสทุกวัน พระองค์จะตายและฟื้นในเช้าวันใหม่ต่อไป

เมื่อเทพซีอุสลงทัณฑ์เทพโพรเมทิอัส พระองค์ยังมาเล่นงานมนุษย์อีกด้วยข้อหาสมรู้ร่วมคิดหลอกลวงพระองค์ พระองค์จึงรวมตัวกับเหล่าเทพเจ้า สร้างมนุษย์เพศหญิงขึ้นมา นามว่า “แพนโดร่า” โดยมีเหล่าเทพเจ้าช่วยกันต่อไปนี้

- เทพฮีฟีสทัส ปั้นรูปมนุษย์เลียนแบบเทพเจ้าเพศหญิง

- เทพีอธีน่า ประทานพร เรื่องสติปัญญาความเฉลียวฉลาด

- เทพีอะโฟรไดทิ ประทานเสน่ห์และความงามให้

- เทพเฮอร์เมส ประทานชีวิต

- เทพซีอุส ประทานความอยากรู้อยากเห็น

เฮอร์คิวลิส วีรบุรุษแห่งกรีก ที่มีพละกำลังมหาศาล

(ต่อ)

Eurystheus เป็นคนทั้งโง่และหยาบช้า เมื่อ Hercules มาปวารณาตัวเป็นทาส Eurystheus ก็สั่งงานให้ Hercules ทำภารกิจที่เรียกว่า “แรงงานของ Hercules” (The labours of Hercules) แต่ละงาน ล้วนแล้วแต่เป็นงานที่ทำให้สำเร็จได้ยาก ซึ่งมีทั้งหมด 12 งาน ได้แก่

การล่าสิงโตเมืองนีเมีย (The Nemean Lion)

การปราบ Hydra (The Lernean Hydra)

การพากวางแดง (The Hind of Ceryneia)

การพาหมูป่ากลับมาเป็นๆ (The Erymanthian Boar)

การทำความสะอาดคอกม้าเมือง Augeas (The Augean Stables clean up)

การขับไล่นกที่เมือง Stymphalos (The Stymphalian Birds)

การปราบวัวกระทิงเมือง Crete (The Cretan Bull)

การพาม้ากินคนของ Diomedes กลับมา (The Man-Eating Horses of Diomedes)

การนำเอาเข็มขัดของ Hippolyte มา (Hippolyte’s Belt)

การพาเอาคอกปศุสัตว์ของ Geryon กลับมา (The Cattle of Geryon)

การนำเอาแอปเปิลของ Hesperides (The Apples of the Hesperides)

การพาเอา Ceberus กลับมาเป็น ๆ (Ceberus)

หลังจากที่เขาได้ทำงานทั้ง 12 ชิ้นเรียบร้อย ชีวิตเขาก็ไม่ค่อยสงบสุข เพราะเขามักจะก่อเรื่องขึ้น และพยายามไถ่โทษตัวเองอยู่เสมอ จนกระทั่งได้พบกับ Deianira Hercules ได้ต่อสู้กับ Achelous เทพแห่งแม่น้ำ เพื่อ Deianira

ในการต่อสู้ ไม่ว่า Achelous จะพยายามใช้เหตุผลหว่านล้อมเท่าใด Hercules ได้แต่บอกว่า “ข้ามีพละกำลังที่แข็งแกร่งกว่าฝีปาก สู้กันแล้วข้าจะแสดงให้เห็นว่า ข้าชนะในการต่อสู้ ส่วนเจ้าก็อาจจะพูดชนะ” Achelous ได้จำแลงเป็นวัวกระทิงในการต่อสู้ และโจมตีอย่างรุนแรง ในการต่อสู้ Hercules ได้หักเขาข้างหนึ่งซึ่งกลายเป็น Cornucopia เขาแห่งความอุดมสมบูรณ์ และได้ชัยชนะ ทำให้ Hercules ได้แต่งงานกับ Deianira

หลังจากที่ Hercules ได้ไปรบเพื่อล้างแค้นกษัตริย์ Eurytus (ยุ-ริ-ทัส) ที่ทำให้เขาต้องถูกลงโทษจาก Zeus ให้ไปเป็นทาสของ Omphale จากการฆ่าลูกชายของยูริทัส จากชัยชนะนี้ เขาได้เชลยศึกเป็นเจ้าหญิง Iole ทำให้ Deianira เกิดความริษยา จึงทอเสื้อคลุมที่ลงมนต์จากเลือดของ Nessus คนครึ่งม้า ที่บอกว่า เลือดของเขาจะใช้เป็นมนต์เสน่ห์ เมื่อ Hercules คิดนอกใจ แต่เนื่องจาก Nessus ตายด้วยศรอาบเลือด Hydra ของ Hercules จึงทำให้เลือดมีพิษด้วย เมื่อ Hercules ใส่เสื้อดังกล่าว จึงร้อนเหมือนถูกไฟเผา แม้จะถอดออกแล้วก็ตาม Deianira ฆ่าตัวตายด้วยสำนึกผิด

ถ้าเป็นคนธรรมดาอาจจะตายด้วยพิษ ที่อยู่ในเสื้อ แต่ Hercules มีชีวิตอยู่ด้วยความทรมาน เขาจึงขอให้ก่อกองไฟขึ้นที่ภูเขา Oeta เมื่อเขาทราบว่า เขาจะได้ตายตามปรารถนา เขาก็รู้สึกเป็นสุขจึงเอ่ยปากว่า “โอ นี่คือการพัก นี่คือจุดจบ” เขาได้ขอให้ Philotetes เป็นคนจุดไฟ และมอบธนูและลูกธนู ซึ่งได้ถูกใช้ในสงครามกรุงทรอยในภายหลัง เมื่อไฟลุกท่วม Hercules ก็หายไปจากโลกมนุษย์ Athena ได้พาเขาขึ้นสู่สวรรค์ในรถลาก และก็สามารถไกล่เกลี่ยกับ Hera ได้สำเร็จ และแต่งงานกับ Hebe ลูกของ Hera

 

เฮอร์คิวลิส วีรบุรุษแห่งกรีก ที่มีพละกำลังมหาศาล

(ต่อ)

เมื่อเขาเติบโตเต็มที่ มีอายุได้ 18 ปี เขาก็สามารถ ฆ่าสิงโตได้เพียงลำพัง หลังจากนั้น เขาสามารถพิชิตพวก Minyans ที่เป็นเมืองที่บรรดา ชาวเมืองทีบีส ต้องส่งส่วยให้ เป็นประจำได้สำเร็จ จากงานนี้เอง เขาได้แต่งงานกับเจ้าหญิง Megara เป็นรางวัล เขาเป็นสามีที่ดี และพ่อที่ดีของลูกๆ

เมื่อเขามีบุตรคนที่สาม Hera ได้ส่งความบ้าคลั่งมาหาเขา ทำให้เขาฆ่าลูกๆ รวมทั้ง Megara ที่พยายามปกป้อง ลูกคนสุดท้อง เมื่อเขาได้สติ เขาก็พบห้องโถงที่เตมไปด้วยคราบเลือด พร้อมกับร่างกายที่ไร้วิญญาณ ของลูกและภริยาของเขา Hercules ยืนนิ่งมีแต่เพียง Amphitryon ที่กล้าเข้ามาหาเขา และเล่าความจริงที่เกิดขึ้นให้ฟัง

เมื่อเขาได้ทราบเรื่องทั้งหมด Hercules จึงกล่าวว่า “และข้าเป็นคนฆ่าผู้เป็นที่รักของข้าเอง” ถึงแม้ Amphitryon จะพยายามอธิบายว่า เป็นเพราะ Hercules ขาดสติไปชั่วขณะ เขาก็ไม่สามารถที่จะทนดู โดยที่ไม่ลงโทษตัวเองได้ “ข้าสมควรจะชดใช้การตายเหล่านี้ด้วยชีวิตของข้าเอง”

ก่อนที่ Hercules จะด่วนฆ่าตัวตายไปนั้น ก็พลันเกิดปาฏิหาริย์ขึ้น ปาฏิหาริย์นี้ไม่ได้เกิดจากเทพเจ้า ลงมาจากสวรรค์ แต่เป็นปาฏิหาริย์ ที่เกิดจากความเป็นเพื่อน Theseus ยืนอยู่เบื้องหน้าของเขา ยื่นมือออกมาจับมือที่เปื้อนเลือดของ Hercules ไว้ (ซึ่งตามความเชื่อของชาวกรีกทั่วไปว่า Theseus จะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด และมีส่วนในการกระทำของ Hercules ด้วย)

Theseus กล่าวกับ Hercules ว่า “อย่าตกใจไปเลย อย่าห้ามไม่ให้ข้าได้มีส่วนร่วม ในการกระทำทุกอย่างของเจ้า ความเลวร้ายที่ข้าได้แบ่งเบามาจากเจ้านั้น ไม่ใช่ความเลวร้ายสำหรับข้าเลย และฟังทางนี้ มนุษย์ที่มีจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ สามารถทนแรงกระทำจากสวรรค์ได้ โดยที่ไม่กระพริบตาด้วยซ้ำ”

Hercules “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าได้ทำอะไรลงไป”

Theseus “ข้ารู้ ความทุกข์ของท่าน แม้แต่สวรรค์ยังรับรู้”

Hercules “ถ้าเช่นนั้นปล่อยให้ข้าได้ตายเถิด”

Theseus “วีรบุรุษไม่เอ่ยคำเช่นนั้นหรอก”

Hercules “นอกจากตายแล้วข้าจะทำอะไรได้” Hercules สำลักถ้อยคำออกมา “ถ้าอยู่หมู่ชนจะติเตียน กล่าวขานว่า ‘คนนั้นนั่นแล ที่ฆ่าทั้งเมียและลูกของเขา’ ข้ามีตราบาปไปชั่วชีวิต”

Theseus “แม้จะเป็นเช่นนั้นเจ้าก็ควรต้องทนทุกข์ และเข้มแข็ง มาอยู่เอเธนส์กับข้า ใช้ของร่วมกับข้า ใช้ชีวิตกับข้า จากการที่ได้ช่วยเจ้า เจ้าจะตอบแทนให้แก่ข้า และเมืองเอเธนส์อย่างใหญ่หลวงนัก”

Hercules นิ่งไปพักหนึ่งแล้วจึงตอบถ้อยอย่างช้าๆ ว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ปล่อยให้มันเป็นไปเถิด ข้าจะเข้มแข็งและรอคอยความตาย”

หลังจากนั้นทั้งสองก็ไปยังเอเธนส์ ชาวเมืองเอเธนส์เห็นชอบกับ Theseus ที่ว่า Hercules ไม่สมควรต้องรับผิดจากการกระทำที่เขาไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าได้ทำอะไรลงไป แต่ Hercules เองที่ไม่เข้าใจเรื่องเช่นนั้น เขามีแต่อารมณ์ที่เป็นใหญ่ เขาจึงอยู่เอเธนส์ได้ไม่นานนัก

แล้วเขาก็ไปที่ Delphi เพื่อปรึกษา Oracle (ผู้มีญาณวิเศษ เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า) ของเทพ Apollo ซึ่ง Oracle ก็มองเรื่องที่เกิดขึ้น ในแง่เดียวกันกับที่เขาคิด เพื่อล้างมลทินของเขา Oracle บอกว่า เขาจะต้องหาญาติของเขา Eurystheus (ยู-ริส-ทูส) กษัตริย์ของ Mycenae (หรือบางเรื่องก็ชื่อ Tiryns) และรับใช้ทุกอย่างที่ Eurystheus สั่ง